"ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย"
จริงหรือ ? . . .
เราเองก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนกำหนดเรื่องเหล่านี้ขึ้น มันเป็นเรื่องของอดีตที่คนที่เกิดก่อนพวกเราเชื่อกันมาเช่นนั้น
หรืออาจจะเพราะจิตใต้สำนึกเรา เพราะการแหกกฎ มันง่าย ท้าทายและสนุกกว่าการทำตามกฎระเบียบ
อาจเป็นเพราะการที่เราถูกสั่ง "ห้าม !" ทำโน่นทำนี่มาตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก การอยู่ในกฎ ในคำสั่งของใครต่อใครมันเป็นสิ่งที่น่าอึดอัด
"อย่าเล่นไฟแช็กนะลูก !"
"อย่าวิ่งเล่นแถวนั้นนะลูก !"
โตขึ้นมาหน่อยก็
"อย่าลอกการบ้านนะคะ นักเรียน"
"อย่าส่งเสียงดังในสมุดนะ"
"อย่ากินขนมในห้องเรียนนะคะ"
เราจึงท้าทายสิ่งเหล่านั้นด้วยการ ฉีกสะบั้นหั่นแหลก ! สิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาและบังคับให้เราทำ ที่เขาเรียกพวกมันว่า "กฎระเบียบ"
ตั้งแต่การแอบขโมยสมุดการบ้านเพื่อนมาลอก และเพื่อนอีกคนคอยดูต้นทาง
จนถึงการหอบเอาขนมจากสหกรณ์โรงเรียน มายัดไว้ใต้โต๊ะคนละถุง เพื่อเอามาแอบกินในห้องเรียนโดยการส่งผ่านโต๊ะแต่ละโต๊ะ หยิบกินกันคนละชิ้น ๆ
มันได้ลิ้มรสชาติชีวิตที่ตื่นเต้นไปอีกแบบ พอคุณครูจับได้ก็ได้รับผิดชอบร่วมกัน ยืนโชว์ตัวหน้าห้องแล้วโดนฟาดด้วยไม้เรียวกันไปอยางสมัครสมานสามัคคี
การทำชั่วพวกนี้ มันทำง่ายก็จริงอยู่ สนุก ตื่นเต้น เร้าใจดีอีกด้วย แต่มันจะสู้การทำความดีได้อย่างไร ?
"ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย"
หากแต่คนที่พูดออกมา ยังไม่เคยลิ้มรสชาติหวาน ๆ ของการทำความดี .. จึงบอกว่าการทำความดีไม่อร่อย
เพื่อนเราคนหนึ่งเคยลิ้มรสชาติอันหอมหวานของการทำความดีมาแล้วครั้งหนึ่ง เขาติดใจรสชาติแห่งความสุขนั่นจนยากจะถอนตัว
การทำความดีอาจจะทำยากกว่าความชั่วเพียงแค่อึดใจเดียว หากแต่ผลลัพธ์ของมันเมื่อ บวกลบคูณหารออกมาแล้ว ต่างกันหลายขุม
ความดีจะติดตรึงในหัวใจของมนุษย์ตลอดไป รื้อฟื้นกลับขึ้นมาพูดเมื่อไหร่ก็รู้สึกภูมิใจทุกครั้ง - ลองพิสูจน์ได้ : ))
อย่างเมื่อตอนก่อนปิดเทอม เรากับเพื่อนมีเวลาว่างค่อนข้างมากแต่ก็ไม่อ่านหนังสือ ได้โอกาสมานั่งจับกลุ่มคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อย
ไร้แก่นสาร ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเรียนเลย แม้พวกเราจะจับกลุ่มคุยกันในห้องโฮมรูมก็ตามที
เราคุยคุยกันไปเรื่อย ๆ ในเรื่องเก่า ๆ ว่าพวกเราเจอกันได้ยังไงนะ ? .. แล้วอะไรทำให้พวกเราสนิทกัน
แล้วตอนม.ต้น ที่เจอหน้ากันตอนแรกแต่ละคนรู้สึกอย่างไรต่อกัน ทั้งก่อนรู้จักและหลังจากที่สนิทกันแล้ว
ดูเหมือนเรื่องราวพวกนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับหัวข้อบล็อกวันนี้สักเท่าไหร่ หากแต่จู่ ๆ เพื่อนเราคนหนึ่งก็โพล่งขึ้นมาถึงตอนม.ต้น ที่เกิดเหตุความดีขึ้น !
"เออมึง ตอนม.ต้นมีอยู่วันนึงตอนเย็นตอนกูจะกลับบ้าน ตอนนั้นกูไปกับไอ้อัน"
ทุกคนในวงสนทนาตั้งใจฟังเรื่องราวของเพื่อนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
"กูเจอยายแก่ ๆ คนนึง เขาเข็นรถเข็นมาตรงที่รอรถตรงหน้าโรงเรียน หลังค่อมโคตร ๆ แบบงอเลยมึง"
ดวงตาของเพื่อนเราเต็มไปด้วยความสุข จนเราเองรู้สึกได้
"แล้วพวกกูเห็นเขาแก่แล้วอ้ะ โคตรน่าสงสาร กูกับอันเลยเข้าไปช่วยยายเขาเข็น"
"จริงดิ เจ๋งหว่ะมึง !"
เราส่งเสียงแสดงความชื่นชมจิตสำนึกที่ดีของเพื่อนเรา : ]
"เออ .. แล้วคนบนรถสองแถว แถวนั้นถึงกับปรบมือให้พวกกูอ้ะ บางคนก็ยกนิ้วโป้งชู้ให้ กูรู้สึกดีหว่ะ"
เพื่อนเราเล่าไปก็ยิ้มไป การได้ลิ้มรสความดีที่น่าปลื้มใจมันทำให้เพื่อนเรามีความสุข .... จนเราอิจฉา
ความดีที่ออกมาจากใจ ไม่ใช่การเสแสร้ง .. หากเพื่อนเราไม่ได้กลับบ้านเวลานั้น จะมีใครสักคนไหมที่จะเข้าไปช่วยคุณยายเข็นรถ ?
ผลตอบแทนน้ำใจของเพื่อนเราวันนั้น คุณยายไม่ได้ให้มากไปกว่าคำขอบคุณและรอยยิ้ม ...
แต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ เพื่อนของเราคนนั้นจึงติดใจการทำความดี และภูมิใจทุกครั้งที่ได้แบ่งปันประสบการณ์นี้ให้กับเพื่อน ๆ ได้ฟัง
เราว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ "ความดีทำยาก ความชั่วทำง่าย" ...
แต่เป็น "ความดียากที่จะเริ่มต้น แต่ความชั่วง่ายที่จะเริ่มต้น" มากกว่าละมั้งคะ ?
เพราะมีคนเคยบอกว่า "สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการเริ่มต้น"
"ความดี และ ความชั่ว"
ทั้ง ๆ คนเป็นคำสองพยางค์เหมือนกัน แตกต่างกันเพียงพยางค์หลัง ..
แต่อย่างไหนทำแล้วสุขใจมากกว่า ... "ลองชั่งใจดูนะคะ" ...
/me โดนถีบ
